Digital Marketing คืออะไร

ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และนิตยสารได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันกลับต้องปิดตัวลง การทำโฆษณาหรือการตลาดก็ต้องปรับตัวไปตามสภาพเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ จึงจะเห็นได้ว่าหลายธุรกิจได้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางการตลาดอีกทางหนึ่ง ซึ่งหลายหลายคนคงได้ยินคำว่า Digital Marketing กันบ้างแล้ว

Digital Marketing คือ การทำการตลาดรูปแบบหนึ่งผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพื่อโปรโมทสินค้าและเพิ่มยอดขายโดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ สร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า ซึ่งช่องทางนี้ได้รับความนิยมเนื่องจากคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทุกที่ทุกเวลา และเข้าถึงกับลูกค้าได้ทุกระดับ

โดยช่องทางที่จะทำ Digital Marketing มีหลากหลายรูปแบบ ต่างกันที่ฟีเจอร์และการใช้งาน แบ่งออกเป็น 4 ช่องทาง ได้แก่

  1. Facebook ช่องทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด สามารถสร้างคอนเทนต์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปภาพ วิดีโอ และลูกเล่นต่างๆ
  2. Instagram ช่องทางที่ได้รับความนิยมจากวัยรุ่นและวัยทำงาน โดยเน้นเนื้อหาที่เป็นรูปภาพหรือวิดีโอที่เข้าใจง่ายและรวดเร็ว
  3. Youtube เป็นช่องทางที่นำเสนอเนื้อหาเฉพาะรูปแบบวิดีโอ สามารถเข้าใจง่ายและสร้างความดึงดูดได้เป็นอย่างดี
  4. E-mail ถือว่าเป็นช่องทาง Digital Marketing ที่มีมาอย่างยาวนาน วิธีนี้จะแตกต่างกับวิธีอื่นๆ เพราะเนื้อหาจะถูกส่งเข้าสู่ E-mail ส่วนตัวของแต่ละคนโดยตรง มีโอกาสได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างสูง ซึ่งง่ายต่อการรักษาฐานลูกค้าเก่า และขยายฐานลูกค้าใหม่

เพิ่มยอดขายแบบไม่เสียเงินผ่าน LINE@

4 วิธีดีๆที่เราจะแนะนำในการเพิ่มยอดขายใน Line@ แบบไม่ต้องเสียเงินลงทุนสักบาทใน Line@ เพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้ที่สนใจเริ่มทำธุรกิจใน Line มาฝากกันครับ

  • ขายยกเซ็ต เช่น ซื้อคู่ถูกกว่า, ซื้อเป็นแพ็คประหยัดกว่า, ขายแบบจัดเป็นเซ็ต หรืออาจจะจัดโปรซื้อชิ้นที่ 2 ลด 50% ก็ได้
  • สิทธิพิเศษ อาจให้เป็นสิทธิส่งฟรี EMS หรือจะให้สะสมแต้มแจกของรางวัล แจกบัตรสมาชิกก็ยังได้
  • ลดต้นทุน โดยการตรวจสอบต้นทุนในการทำธุรกิจทั้งหมด แล้วดูว่ามีส่วนไหนที่ไม่จำเป็น และสามารถตัดออกได้บ้าง เช่น ค่าขนส่ง อุปกรณ์แพ็คของต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรเช็กเงินที่ใช้ไปกับการทำโฆษณาด้วย ว่าเราจ่ายค่าโฆษณาที่ซ้ำซ้อนอยู่ไหม ผลตอบรับที่ได้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือเปล่า
  • คุยกับลูกค้าเก่า การรักษาลูกค้าเก่านั้นถือว่าจำเป็นมาก เพราะลูกค้าเก่าจะรู้จักธุรกิจเราอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาสร้าง Awareness ก็สามารถขายได้เลย ตัวอย่างเช่นการใช้ Broadcast บน LINE@ ลูกค้าที่ Follow เราย่อมรู้จักและชื่นชอบสินค้าของเราอยู่แล้ว แถมลงทุนเพียงแค่ 998 บาท ต่อเดือน แต่ส่ง Broadcast ผ่าน LINE@ ทีเดียวก็ได้กำไรเกินที่ลงทุนแล้ว

เห็นไหมคะว่าเรื่องเล็กน้อยที่เรามองข้าม หรือไม่ได้ใส่ใจนี่แหละจะสามารถลดเงินลงทุน แต่จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับธุรกิจของเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว อ่านแล้วก็รีบนำไปปรับใช้กันด้วยนะคะ ก่อนที่จะตามคู่แข่งไม่ทัน!

ขายของในไลน์ ผ่าน Line@

Line@ เปรียบเสมือนหน้าร้านค้าของเรา ที่เปิดอยู่ใน Line มีไว้สำหรับขายสินค้า และบริการของเรา ผ่าน Line@ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในการ ขายของในไลน์สำหรับใครที่อยากจะเริ่ม ขายของผ่าน Line@ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะนำ

หากใครที่มี Account Line@ แล้วแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี วันนี้ NIPA Training มีเคล็ดลับง่ายๆ มาบอกเหล่ามือใหม่ที่ขายของในไลน์ได้รู้กัน ก่อนอื่นหลังจากสมัคร Account Line@ อย่าลืมตรวจสอบว่าเราสมัครผ่านตัวแอปฯ หรือผ่านเว็บไซต์ ซึ่งถ้าสมัครผ่านแอปฯ จะต้องขอ Approve ด้วย เพราะระบบไม่ได้ขอให้อัตโนมัติเหมือนการสมัครผ่านเว็บไซต์ หลังจากเช็กเรียบร้อยแล้วก็ไปดู 5 สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อเริ่มขายของในไลน์ ผ่าน Line@ ได้เลย

  1. ซื้อ Premium ID

การใช้ RandomID ที่ได้จาก Line@ ตั้งแต่แรกไปโปรโมท คงจะไม่เป็นผลดีแน่นอน เพราะ RandomID มักจะเป็นตัวอักษรและตัวเลขที่จัดวางแบบอ่านไม่ออก จะพิมพ์ก็ยาก ลูกค้าคงจะจำไม่ได้แน่นอน เราแนะนำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของในไลน์ หันมาเปลี่ยน ID ให้เป็นชื่อร้านของเราเองโดยซื้อ Premium ID ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แพงจนเกินไป แถมลูกค้ายังจดจำแบรนด์ของเราได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

  1. ขยันอัปเดตอย่าปล่อยให้ Line@ ร้าง

อย่าลืมอัปเดตข้อมูลใน Line@ อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ลูกค้าสงสัยว่าเป็น Line@ ร้างโดย

– เปลี่ยนภาพโปรไฟล์ใหม่ให้เป็นโลโก้หรือสินค้าของร้านตัวเอง

– โพสต์คอนเทนต์บนไทม์ไลน์ อย่างน้อย 2 – 3 โพสต์ต่อสัปดาห์ อาจเป็นการแนะนำร้านค้า แนะนำสินค้าหรือที่ตั้งของร้าน

– ใส่ภาพ Cover ให้ไทม์ไลน์ด้วย ซึ่งทำได้โดยเปิดแอปฯ ขึ้นมา เลือกแถบ Home แล้วคลิกบนภาพ Cover เพื่อเลือกภาพจากมือถือมาใส่ได้เลย

  1. สร้าง Coupon

ตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้การขายของในไลน์ของคุณประสบความสำเร็จมากขึ้น ก็คือการแจกคูปองนั่นเอง จำไว้ให้ดีว่าลูกค้ามักจะติดตาม Line@ มากขึ้นเมื่อมีการลด แลก แจก แถม รู้อย่างนี้แล้วก็เริ่มสร้างคูปองและ Broadcast เพื่อส่งไปให้ Follower ทุกคนได้เลย

  1. เปลี่ยนข้อความต้อนรับให้โดนใจ

ทุกครั้งที่มีคนแอดเรามาใหม่เจ้า Greeting Message จะเด้งไปทักทายโดยอัตโนมัติ ดังนั้นคนที่ขายของในไลน์จึงควรบันทึกข้อมูลที่ลูกค้าถามบ่อยๆ ลงไป เช่น ร้านมีกี่สาขา วิธีสั่งซื้อ โปรโมชันต่างๆ หรือจะใส่ลิงก์เพื่อเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ของทางร้านก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่คูปองที่สร้างไว้ในขั้นตอนที่แล้ว พอลูกค้าแอดมาก็สามารถนำไปใช้ได้เลย

  1. โปรโมท Line@

เมื่อตั้งค่า Line@ พร้อมแล้ว ก็อย่าลืมโปรโมท Line@ เพิ่มยอด Follower เพื่อสร้างโอกาสในการขายของในไลน์ วันนี้เรามี 3 วิธีเพิ่มยอด Follower แบบง่ายๆ มาแนะนำ

– เพิ่มจำนวนเพื่อนจากช่องทางที่มีอยู่แล้ว อย่ารอช้ารีบแชร์ลิงก์ไปเลยทุกช่องทาง ทุกโซเชียลมีเดีย

– อย่าลืมโพสต์บนไทม์ไลน์ เพราะยิ่งกดไลก์เยอะก็ยิ่งมี ก็ยิ่งมีคนเห็นเยอะมากขึ้นไปอีก

– สำหรับคนที่มีหน้าร้าน อย่าลืมแจ้งข่าวหรือกิจกรรมที่หน้าร้านด้วย อาจจะทำเป็นโปสเตอร์แปะไว้ให้ลูกค้าแอดไป รับรองมีลูกค้าเพิ่มขึ้นแน่นอน

รู้แบบนี้แล้วก็อย่ารอช้า รีบหยิบมือถือขึ้นมาสมัคร Line@ แล้วอย่าลืมทำตามที่เราแนะนำ เพียงเท่านี้การขายของในไลน์ให้ประสบความสำเร็จก็จะไม่ยากอีกต่อไป

เตรียมข้อมูลติดต่อผู้จัดงานอีเว้นท์

หลายคนคงคิดว่าการจะออกบูธในงานอีเว้นท์แต่ละครั้งคงต้องยุ่งยากมีหลายขั้นตอน และไม่รู้ว่าขั้นตอนการติดต่อจะเป็นยังไงต้องเริ่มจากตรงไหนหรือต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาบอกถึงข้อมูลเบื้องต้นที่ร้านค้าควรเตรียมไว้ เพื่อใช้ในการติดต่อขอพื้นที่ออกบูธในงานอีเว้นท์ ซึ่งขั้นตอนการติดต่อของแต่ละงานอาจจะแตกต่างกันไป แต่ข้อมูลเบื้องต้นจะคล้ายๆ กันตามนี้เลยนะคะ

  1. ข้อมูล/ รายละเอียดของร้าน

ควรเตรียมรายละเอียดต่างๆ ของร้านให้ครบถ้วน ทั้งชื่อร้าน รายละเอียดของสินค้า รวมถึงชื่อเจ้าของร้าน หรือชื่อผู้ที่ดูแล เพื่อที่ทางผู้จัดงานอีเว้นท์จะได้ทราบข้อมูลนี้เบื้องต้น และสามารถจัดพื้นที่ที่เหมาะสมให้ได้ ดังนั้นเราควรบอกรายละเอียดเกี่ยวกับร้าน และสินค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักร้านเรานะคะ

  1. ช่องทางการติดต่อ

ส่วนใหญ่แล้วทางผู้จัดงานอีเว้นท์จะขอช่องทางการติดต่อเพิ่มเติมอยู่แล้ว ซึ่งผู้จัดส่วนใหญ่ก็อยากดูโซเชียลมีเดีย เพื่อดูความเหมาะสมเพิ่มเติม ต้องบอกเลยว่าหน้าโซเชียลมีเดียถือเป็นสิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้จัดงานมากๆ ดังนั้นพยายามนำเสนอ และอัปเดตสินค้าของร้านเป็นประจำ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของร้านนั่นเอง

  1. รูปภาพประกอบการตัดสินใจ

เป็นอีกข้อที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญมากๆ นะคะ เพราะภาพประกอบเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ผู้จัดงานจะใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกร้านเราไปออกบูธในงานอีเว้นท์หรือไม่? ยิ่งเราจัดวาง พรีเซนต์สินค้าได้ดีเท่าไร มันก็จะแสดงถึงภาพลักษณ์ของร้านมากขึ้นเท่านั้น รับรองได้เลยว่าถ้าคุณใส่ใจในรายละเอียดยังไงร้านคุณก็จะได้รับเลือกให้ออกบูธแน่นอน

แต่ก่อนที่เราจะไปออกบูธงานไหน ก็ควรดูให้ดีก่อนว่างานอีเว้นท์นั้นเหมาะกับสินค้าของเราหรือไม่ เพราะแต่ละงานก็จะมีกลุ่มเป้าหมายไม่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าอยากได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มก็อย่าลืมเช็กรายละเอียดของงานอีเว้นท์ให้เรียบร้อย และเตรียมข้อมูลให้พร้อม เพื่อความสะดวก และง่ายต่อการติดต่อกลับนะคะ

ขายของใน LINE กับ LINE@ ต่างกันอย่างไร?

พ่อค้าแม่ค้าหลายคนคงสงสัย ว่าทำไมต้องใช้ LINE@ ทั้งๆ ที่เราก็สามารถใช้ LINE ธรรมดาพูดคุยกับลูกค้าได้เหมือนกัน แต่ถ้าพูดถึงจุดประสงค์ของทั้ง 2 ตัว จะเห็นถึงความแตกต่าง และจุดประสงค์ของเครื่องมือ 2 ตัวได้ชัดเจนเลยทีเดียว

LINE ถูกออกแบบมาเพื่อพูดคุยส่วนบุคคลอย่างเพื่อนหรือครอบครัว เหมาะที่จะใช้พูดคุยเรื่องส่วนตัว

LINE@ เหมาะกับการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เพราะมีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจที่หลากหลาย

แต่ก็ไม่ผิดถ้าหากจะขายของใน LINE ธรรมดาอยู่ เพียงแค่คุณจะพลาดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าไป ยกตัวอย่างเช่น

ไม่มีระบบแอดมิน

เป็นที่รู้กันว่า LINE สามารถใช้ได้เพียงแค่ 1 ID ต่อ 1 เครื่องเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้การตอบลูกค้าตกหล่นไปเพราะมีผู้ตอบกลับเพียงคนเดียว

LINE เพิ่มเพื่อนได้มากสุดแค่ 5000 คน

ถ้าธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจเล็กๆ ก็อาจขายของใน LINE ธรรมดาได้ แต่คงจะวุ่นวายมากแน่หากต้องใช้ไลน์ส่วนตัวที่มีไว้คุยกับเพื่อน หรือครอบครัวร่วมกับการตอบไลน์ลูกค้า และเมื่อถึงเวลาที่ร้านค้าเริ่มขายดีแล้วมีลูกค้าสนใจแอดเข้ามาเรื่อยๆ อาจติดตรงที่เพื่อนเต็ม ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเพิ่มเพื่อนได้ ถือเป็นการเสียโอกาส และพลาดโอกาสในการเพิ่มยอดขายไปในที่สุด

ไม่มีเครื่องมือในการทำการตลาด

LINE ธรรมดาทำได้เพียงแค่การพูดคุยตอบโต้กันเท่านั้น ซึ่งแตกต่างกับ LINE@ ที่มีเครื่องมือสำคัญหลายตัวที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ในการทำการตลาด และเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้หลากหลายทางกว่า เช่น

  1. Geeting Message ข้อความสำหรับกล่าวทักทายลูกค้าหลังจากการเพิ่มเพื่อน ด้วยการตั้งข้อความอัตโนมัติ
  2. มีแอดมินตอบลูกค้าได้หลายคน เป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจที่ขายดีมากๆ จนตอบลูกค้าแทบไม่ไหว ทำให้ไม่เสียโอกาสในการขายจากการตอบไม่ทัน
  3. E-coupon เป็นสิทธิพิเศษ หรือส่วนลดต่างๆ เราสามารถทำโปรโมชันส่งถึงลูกค้าได้โดยตรง พร้อมกำหนดรายละเอียดต่างๆ เองได้ ทั้งระยะเวลาโปรโมชัน หรือจำนวนการใช้งานคูปอง
  4. Rich Message คือรูปภาพที่มีขนาดใหญ่เท่าหน้าต่างแชทพร้อมใส่ลิงก์ไว้ในรูปภาพนั้นได้ด้วย พูดง่ายๆ คือเมื่อลูกค้าคลิกที่รูปภาพ ก็จะลิงก์ไปสู่เว็บที่กำหนดไว้
  5. Poll & Survey สามารถสำรวจความคิดเห็น และความต้องการของลูกค้าผ่านการสร้างโพล หรือแบบสอบถามถึงลูกค้าได้โดยตรง
  6. Broadcast ใช้สำหรับโฆษณาหรือโปรโมทสินค้าใหม่ๆ สามารถตั้งเวลาล่วงหน้า และกระจายไปสู่ลูกค้าที่มีเราเป็นเพื่อนทั้งหมดได้ในทีเดียว แต่ถึงจะส่งฟรีก็ไม่ควรส่งบ่อยจนเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกค้าเกินความรำคาญ และบล็อคร้านค้าของเราได้

หากอยากทำธุรกิจให้ราบรื่น เราควรต้องมีเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้าคนไหนที่ขายของใน LINE เราแนะนำว่าควรเปลี่ยนมาใช้ LINE@ เพราะเป็นเครื่องมือที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย รวมถึงฟีเจอร์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็สามารถใช้ได้ฟรีๆ รับรองว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ และจะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าเดิมแน่นอน

จัดการอีเว้นท์ให้ง่ายขึ้น ด้วย Digital Platform

ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้การทำงาน หรือกระบวนการจัดการต่างๆ ผ่านพ้นไปได้ง่ายขึ้น เพราะในปัจจุบันผู้คนต่างเริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาเป็นตัวช่วยสำหรับจัดงานอีเว้นท์ได้เช่นกัน ลองมาดูกันว่าเราจะเอา Digital Platform มาประยุกต์ใช้กับงานอีเว้นท์ได้อย่างไรบ้าง

การโฆษณา โปรโมท และกระจายข่าวสารต่างๆ ของงานอีเว้นท์ผ่าน Social Media

เมื่อการสื่อสารทุกอย่างถูกกระจายผ่านแบบออนไลน์ เรื่องของค่าใช้จ่าย และการใช้ทรัพยากรก็จะลดลงตามไปด้วย อีกทั้งยังส่งข้อมูลการโปรโมตงานอีเว้นท์ไปถึงผู้คนได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และกว้างขวางกว่าการแจกเอกสารเป็นแผ่นๆ อย่างแน่นอน ซึ่งช่องทางการประชาสัมพันธ์หลักๆ ที่หลายบริษัทเลือกใช้ในตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น Facebook เพราะเป็นสื่อช่องทางยอดนิยมที่มีจำนวนผู้ใช้มากที่สุด หากทำการประชาสัมพันธ์งานอีเว้นท์เข้าไป ก็จะถูกกระจาย แชร์ต่อเป็นวงกว้างได้ไม่ยาก

ลดโลกร้อนด้วยการลดใช้กระดาษ

เปลี่ยนการแจกเอกสารของงานอีเว้นท์ด้วยกระดาษแบบเดิมๆ เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแทน เช่น การสร้างแอปที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับงานอีเว้นท์ สามารถส่งแผนที่การเดินทางโดยใช้แผนที่อิเล็กทรอนิกส์ ส่งรายละเอียดของงานผ่านไฟล์ในรูปแบบออนไลน์แทน รวมไปถึงการทำแบบสอบถามผ่านทางออนไลน์ นอกจากจะลดการใช้กระดาษแล้ว ยังรวบรวมข้อมูลได้ง่าย และแม่นยำกว่าเดิมอีกด้วย

หากเรานำ Digital Platform มาประยุกต์ใช้กับงานอีเว้นท์ ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดจำนวนสตาฟลงไปได้เยอะมาก

กว่าจะมาเป็นน้ำหอม

การแข่งขันการตลาดน้ำหอมของโลกได้แข่งขันกันมากและน้ำหอมเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อแบรนด์ นักปรุงน้ำหอมทั่วโลกต่างออกแบบกลิ่นเฉพาะสำหรับแบรนด์

มีการทำวิจัยอย่างกว้างขวางโดยมีเป้าหมายในการสร้างน้ำหอมแบรนด์เฉพาะที่ตรงกับความต้องการของผลิตภัณฑ์ และขั้นตอนหนึ่งในนั้นก็คือสภาพแวดล้อมส่งผลให้การสร้างสรรค์กลิ่นน้ำหอมได้อย่างมีคุณภาพ

การสร้างสรรค์กลิ่นน้ำหอมขึ้นมาต้องมีฝฝีมือทั้งด้านศิลปะ เทคนิคการสร้างกลิ่น รวมไปถึงต้องเข้าใจว่าแต่ละวัตถุดิบมีความสัมพันธ์กับความงามอย่างไร นักปรุงน้ำหอมจะวิเคราะห์และสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาโดยคุณลักษณะของนักปรุงน้ำหอมที่ประกอบด้วย

1.ความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้น้ำหอมกลายเป็นกลิ่นสมบูรณ์แบบ

2.ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาลิตภัณฑ์ น้ำหอมที่ได้รับความนิยมหลากหลาย ได้แก่ การดูแลรักษา เป็นต้น

3.ความรู้ความเข้าใจเรื่องเคมีและการผสมกันของกลิ่น หลังจากที่นักปรุงน้ำหอมได้กลิ่นน้ำหอมแล้วจะส่งต่อไปที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินกลิ่นน้ำหอม เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำหอมที่สร้างขึ้นมามีความสมบูรณ์แบบ

นอกจากนั้นส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและการประยุกต์ ซึ่งถือว่าผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เป็นหัวใจสำคัญช่วยตรวจสอบความพร้อมใช้งานของน้ำหอมในเรื่อง เทคนิค กระบวนการพัฒนา และแก้ไขปัญหาต่างๆ ของแบรนด์

Private Cloud คืออะไร

กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบ Cloud Computing เลยก็ว่าได้ สำหรับ Private Cloud ที่ประกอบด้วย Cloud Based Environment แยกส่วนออกมาเป็นส่วนตัว พร้อมทั้งมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเป็นระเบียบ มีเพียงผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นในการเข้าถึงและจัดการ แต่ก็มีส่วนที่คล้ายกับ Cloud รูปแบบอื่นๆ ตรงที่ Private Cloud มีบริการ Computing Power as a Service ภายใน Virtualised Environment โดยใช้ทรัพยากรจากแหล่งของ Physical Computing Resource แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งทรัพยากรของ Private Cloud นี้ก็ได้เปิดให้เข้าถึงได้เพียงหนึ่งองค์กรเท่านั้น เพื่อให้องค์กรนั้นๆ มีความเป็นส่วนตัวและมีอำนาจในการควบคุมการจัดการมากขึ้น

 

เทคนิคที่ใช้เพื่อให้บริการ Private Cloud อาจมีได้หลากหลาย ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะจำแนกประเภทของ Private Cloud ด้วยคุณสมบัติทางเทคนิค ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว Cloud มักจะถูกจำแนกด้วยฟีเจอร์การให้บริการลูกค้าเสียมากกว่า สิ่งที่จำแนก Private Cloud ออกมาจากบริการรูปแบบอื่น ก็คือ ระบบ Ring Fencing ของ Cloud ที่กั้นไว้สำหรับให้องค์กรเพียงองค์กรเดียวใช้งานเท่านั้น และระบบรักษาความปลอดภัยในระดับที่สูงกว่าปกติ โดยแตกต่างจากบริการ Public Cloud ที่ให้ลูกค้าหลายรายสามารถเข้าถึง Virtualised Service ได้ นอกจากนั้นยังมีการดึงเอาทรัพยากรออกมาจากแหล่งทรัพยากรเดียวกันใน Public Network ซึ่งถ้าเป็น Private Cloud จะดึงทรัพยากรจากแหล่งที่แยกออกมาต่างหาก โดยอาจจะติดตั้งอยู่ภายในหรือภายนอกก็ได้ เข้าถึงได้จากการเชื่อมต่อไปยังผู้ให้บริการโดยตรง (Lease Line) หรือการเชื่อมต่อเข้ารหัสผ่านทาง Public Network

ระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมที่มีการกั้นเขตการใช้งาน Cloud นี้เรียกได้ว่าเหมาะสำหรับกลุ่มองค์กร รวมทั้งบริษัทต่างๆ ที่มีการเก็บและดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นส่วนตัวหรือมีความละเอียดอ่อนสูงเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น บริษัทด้านการเงินที่มีข้อบังคับตามระเบียบให้ต้องเก็บข้อมูลละเอียดอ่อนไว้ภายใน แต่ยังต้องการใช้ประโยชน์จาก Cloud Computing อย่างการจัดสรรทรัพยากรได้ตามต้องการ จะเหมาะกับ Private Cloud เป็นอย่างดี

อันที่จริงรูปแบบของ Private Cloud ค่อนข้างใกล้เคียงกับ Local Access Networks (LANs) ส่วนตัวที่องค์กรต่างๆ เคยใช้กันมาในอดีต เพียงแค่เสริมข้อได้เปรียบของเทคโนโลยี Virtualisation เข้าไปเท่านั้นเอง

ฟีเจอร์ และประโยชน์ที่จะได้จากการใช้งาน  Private Cloud มีดังนี้

มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูง

แม้ว่า Public Cloud จะมีระบบรักษาความปลอดภัยอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่ Private Cloud สามารถให้ความมั่นใจด้านความปลอดภัยที่ดีกว่า ด้วยเทคโนโลยีหลายๆ อย่าง อาทิ การมีแหล่งทรัพยากรแยก พร้อมจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง ต้องเชื่อมต่อจากภายในระบบ Firewall ขององค์กรเท่านั้น การใช้งาน Lease Line และ/หรือ การติดตั้งภายในแบบ On-Site Hosting

ควบคุมได้มากขึ้น

เพราะ Private Cloud สามารถเข้าถึงได้เพียงองค์กรเดียวเท่านั้น องค์กรจึงสามารถจัดการและตั้งค่าจากภายในได้เต็มที่เพื่อให้ได้ Tailored Network Solution ที่เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด แต่สิทธิ์การควบคุมในระดับนี้ทำให้สูญเสียการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ที่มีใน Public Cloud ไปบางส่วน เนื่องจากจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนสำหรับจัดการระบบ Hardware เพิ่มเข้ามา

ใช้ต้นทุนและพลังงานอย่างคุ้มค่า

การนำ Private Cloud มาใช้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรภายในองค์กร ให้แต่ละแผนกหรือ Business Function สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้โดยตรง และสามารถปรับใช้ได้ตามต้องการ ดังนั้นแม้จะไม่ประหยัดงบประมาณเทียบเท่า Public Cloud เนื่องจากรายจ่ายด้านระบบการจัดการ แต่  Private Cloud ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพในการใช้งานทรัพยากรมากกว่าระบบ LANs แบบเก่า เพราะยังคงลดรายจ่ายในส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน และช่วยให้องค์กรลดการกระจาย Carbon ออกสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย

 

มีความน่าเชื่อถือสูง

ต่อให้ทรัพยากรทั้งหลาย ไม่ว่าจะ Server หรือ Network ถูก Host อยู่ภายในองค์กร ก็ยังได้รับข้อดีของ Virtualised Operating Environment ไม่ต่างกัน นั่นก็คือ ระบบ Network นั้นจะสามารถฟื้นตัวจากสภาพล้มเหลวในระบบ Infrastructure ได้เร็ว เช่น Virtual Partition ทำให้สามารถดึงทรัพยากรจาก Server ที่ไม่ได้รับความเสียหายมาใช้ได้ นอกจากนี้ ถ้า Cloud ถูก Host โดยผู้ให้บริการบุคคลที่สาม ทางองค์กรผู้ใช้บริการก็จะได้สิทธิประโยชน์จากระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพของระบบ Infrastructure ที่อยู่ใน Data Center นั้นๆ อีกด้วย

ระบบ Cloud Bursting

ผู้ให้บริการบางรายอาจมีบริการ Cloud Bursting เพิ่มเข้ามาให้ในบริการ Private Cloud เผื่อกรณีที่มี Traffic เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน บริการนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถย้ายฟังก์ชั่นที่ไม่มีข้อมูลสำคัญหรือเป็นความลับไปยัง Public Cloud เป็นการชั่วคราว เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับฟังก์ชั่นที่มีข้อมูลสำคัญๆ อยู่ ทั้งนี้ Private Cloud สามารถทำงานร่วมกับ Public Cloud เพื่อสร้าง Hybrid Cloud ขึ้นมาได้ แล้วให้พวกฟังก์ชั่นที่ไม่มีข้อมูลสำคัญถูกจัดสรรไว้ใน  Public Cloud เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้ถึงขีดสุด

Public vs Private

ข้อดีหลักๆ ของ Cloud Platform คือ การเสริมประสิทธิภาพการ Compute, การจัดการระบบ Network, และการจัดการพื้นที่จัดเก็บ (Storage) ได้อย่างรวดเร็วเมื่อต้องการเรียกใช้ และยังสามารถยกเลิกการใช้ Resource เมื่อไม่ต้องการได้เร็วพอๆ กันอีกด้วย กลุ่มผู้ให้บริการ Public Cloud ตอนนี้ Amazon กำลังเป็นเจ้าตลาดนำ Google, Microsoft, และผู้ให้บริการรายอื่นๆ อยู่ ส่วนทาง Private Cloud ก็มี OpenStack เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจาก Microsoft และ VMware

 

นิยามของ OpenStack และ Amazon Web Service (AWS) EC2

OpenStack เป็นซอฟต์แวร์ควบคุมชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์, Networking และพื้นที่จัดเก็บขนาดใหญ่ที่อยู่ใน Data Center โดยทำการควบคุมผ่านทาง Dashboard หรือ OpenStack API ซึ่ง OpenStack ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ประกอบการและในกลุ่มเทคโนโลยี Open Source ด้วยกัน ทำให้ OpenStack กลายเป็นซอฟต์แวร์ในอุดมคติที่เหมาะกับ Infrastructure แบบผสมมากที่สุด

 

Amazon Elastic Compute Cloud (Amazon EC2) เป็น Web Service ที่ให้บริการปรับแต่งขอบเขตความสามารถของระบบ Compute ใน Cloud ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Developer ทำ Web-scale ของ Cloud Computing ได้ง่ายขึ้น

 

เทียบคุณสมบัติทางเทคนิคระหว่าง OpenStack และ AWS EC2

Compute

การรัน Application จำเป็นต้องมี Server ซึ่งมาพร้อมกับ CPU, หน่วยความจำ (Memory), และพื้นที่จัดเก็บ (Storage) โดยอาจจะมีหรือไม่มี Operating System กับ Application ที่ติดตั้งมาอยู่ก่อนแล้วก็ได้

 

OpenStack AWS
Definition

Compute ก็คือ Virtual Machine หรือ Server

Instance Instance/VM
ขนาด

ขนาดของ Memory, CPU และพื้นที่จัดเก็บชั่วคราว สำหรับ Instance หรือ VM

Flavors: หลากหลายตามต้องการ : Micro, Small, Medium, Large ฯลฯ หลากหลายตามต้องการ : Micro, Small, Medium, Large ฯลฯ
ระบบปฏิบัติการที่มีให้

Cloud มี OS แบบไหนให้ End-user บ้าง?

ระบบ OS ใดๆ ก็ตามที่ Host อยู่บน OpenStack Cloud ซึ่งอาจจะเป็น Red Hat certifies, Microsoft Windows, RHEL, SUSE เป็นต้น AMIs (Amazon Machine Image) ที่มาจาก AWS marketplace
Template/image

การตั้งค่าพื้นฐานของ Virtual Machine ที่สามารถนำไปใช้สร้าง VM ตัวอี่นๆ

Catalog ของแต่ละ VM Image สามารถสร้างได้จาก VM ที่ User เป็นคนเลือก

Glance

Administrator ของ OpenStack จะ Upload Image และสร้าง Catalog สำหรับ User

User สามารถอัพโหลด Image ของตนได้

(AMI) Amazon Machine Image

AWS จะมี Online Marketplace ของ Image ที่ตั้งค่ามาแล้ว

User สามารถอัพโหลด Image ของตนได้

 

Networking

การทำ Network เพื่อเชื่อม Virtual Server เข้าหากัน จะต้องมีการควบคุมการเข้าถึงว่าใครสามารถเข้าถึง Server ได้บ้าง ต้องมีการป้องกัน หรือมี Firewall ให้กับ Server โดยเฉพาะเมื่ออยู่ใน Internet

 

OpenStack AWS
Definition

Networking จัดการการเชื่อมต่อระหว่าง User กับ VM รวมทั้งเชื่อมต่อระหว่าง VM ด้วยกันและเชื่อมต่อกับ Network ภายนอก (Internet)

Neutron Networking
Private IP Address

เป็น IP เฉพาะเครื่อง และสำหรับใช้งานภายในเท่านั้น ไม่สามารถใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้

ทุก Virtual Instance จะได้รับ IP โดยอัตโนมัติ โดยมักจะใช้ DHCP AWS จะจัด IP ให้อัตโนมัติ โดยใช้ DHCP
Public IP Address Floating IP คือ Public IP Address ซึ่งสามารถนำไปเพิ่มให้กับ Virtual Instance ทีกำลังทำงานอยู่ได้ AWS Public IP จะถูก Map ไปยัง Primary Private IP Address
Networking Service สามารถสร้าง Network และ Netwoking Function ได้ เช่น L3 Forwarding, NAT, edge firewall และ IPsec VPN Virtual Router หรือ Switch จะสามารถเสริมเข้ามาได้ ในกรณีที่ใช้งาน AWS VPC (Virtual Public Cloud)
Load Balance VM traffic OpenStack LBaaS (Load Balancing as a Service) จะ แจกจ่าย Traffic จาก 1 Network ไปยัง Application Service อย่างเท่าเทียม ELB (Elastic Load Balancing) จะแจกจ่าย Traffic ของ Application ที่เข้ามาไปทั่ว Amazon EC2 instance โดยอัตโนมัติ
DNS

จัดการ DNS ทั้งหมดสำหรับ Virtual Server และ Web Application

DNS Project (Designate) ของ OpenStack จะอยู่ใน “Incubation” และไม่นับเป็นส่วนหลักของ OpenStack Route 53 คือ DNS Service ของ AWS
SRIOV

วิธีที่อุปกรณ์ Virtualization เพิ่มประสิทธิภาพ I/O และลด CPU Utilization เมื่อเทียบกับการ Implementation แบบเก่า

SR-IOV แต่ละพอร์ตจะประสานกับ Virtual Function (VF) ซึ่งพอร์ตของ SR-IOV อาจมาจาก Virtual Ethernet Bridging ที่เป็น Hardware-based หรืออาจจะถูกเพิ่มไปยัง Upstream Physical Switch (IEEE 802.1br) AWS รองรับการเพิ่มประสิทธิภาพของ Network ด้วย SR-IOV โดยจะเพิ่มค่า Packet per Second (PPS), ลด Latency ของ Instance ภายใน, และลด Network Jitter

 

Monitoring

การ Mornitoring ทำให้เห็นรูปแบบและการใช้งานทรัพยากรทั้งในส่วนของ Physical และ Virtual ซึ่งอาจต้องตรวจสอบการใช้งานเป็นรายบุคคล และเลือกเก็บค่าบริการตามการใช้งาน

 

Topic OpenStack AWS
Definition

Monitoring จะแสดงปริมาณการใช้งาน Cloud

มี Ceilometer วัดการทำงาน มี Cloudwatch วัดการทำงาน
การวัดปริมาณการใช้งานแบบเหมารวมทั้งระบบ (System Wide) รวบรวมปริมาณการใช้งานทรัพยากรแบบ Physical และ Virtual ใน Cloud Monitor บริการในส่วนของ AWS Cloud Resource และ Application บน AWS
การส่งบิลเก็บเงินผู้ใช้ตามปริมาณการใช้งาน กักเก็บ Data เพื่อวิเคราะห์ และกู้คืนในภายหลัง โดยจะ Trigger การทำงานเมื่อใช้งานถึงเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ มีการเก็บข้อมูลและติดตาม Metric, เก็บข้อมูลและ Monitor Log files, และตั้งการแจ้งเตือน

 

Security

จำเป็นต้องมีการเข้ารหัส Public Key สำหรับ SSH และมี Password Decryption นอกจากนี้ยังต้องมี Firewall สำหรับ Virtual Machine เพื่อจำกัดการเข้า-ออก (Ingress-Egress) ของข้อมูลอีกด้วย

 

OpenStack AWS
Definition

ควบคุมการเข้าถึง VM

Keypairs, Security Groups Keypairs, Security Groups
Key pairs

ต้องสร้าง Key pair ในการ Log in เข้าใช้ VM หรือ Instance เพื่อจัดการและควบคุมการเข้าถึง

Linux : ใช้ Key pair สำหรับ SSH

Windows : ใช้ Key pair สำหรับถอดรหัส Administrator

เมื่อเปิดการทำงานของ VM จะสามารถใส่ Key Pair ที่มี SSH เพื่อให้เข้าถึง Instance ได้ เมื่อต้องการ Log in เข้าใช้งาน Instance ต้องระบุชื่อ Key Pair ในตอนที่เปิดการใช้งาน Instance และต้องใส่ Private Key เมื่อจะเชื่อมต่อกับ Instance นั้นๆ
Security Group

Security Group เป็นชื่อของของ Network Access Rules ที่จำกัด Traffic การเข้าถึง Instance

เมื่อเปิดการทำงาน Instance แล้ว จะสามารถตั้ง Security Group สำหรับ Instance ได้ตั้งแต่ 1 กลุ่มขึ้นไป

รองรับ รองรับ

 

Identity

จำเป็นต้องมีการควบคุมสิทธิ์ว่าใครสามารถเข้าถึง Cloud ได้บ้าง ซึ่งอาจจะต้องการการยืนยันตัวหลายๆ แบบเพื่อการรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น

 

Topic OpenStack AWS
Definition

การยืนยันตัวและวิธีการยืนยันตัวเพื่อควบคุมการเข้าถึง Virtual Server, พื้นจัดเก็บข้อมูล, และ Resource อื่นๆ ใน Cloud

ทำงานร่วมกับ External Provider เช่น LDAP หรือ AD

Keystone มี I AM เป็นระบบยืนยันตัวและจัดการการเข้าถึง

 

Storage

Block storage

  • จัดการ Virtual Drive/Volume สำหรับ Virtual Server เพื่อเพิ่มความจุของพื้นที่จัดเก็บข้อมูล นอกเหนือจาก Boot Volume
  • Snapshot และ Backup ของ Virtual Server

 

Object storage

  • เก็บข้อมูล เช่น File, Media, และ Image ต่างๆ
OpenStack AWS
Object Storage

เก็บไฟล์ เช่น Media, Document, Image และอื่นๆ

Swift S3 – Simple Storage Service
Block Storage

สร้าง Virtual Disk Drives (Volumes)

Cinder EBS – Elastic Block Storage

 

Database

ผู้ใช้งาน Cloud สามารถเข้าใช้ Database Service ได้โดยไม่ต้องติดตั้งและตั้งค่า Database ของตัวเอง

 

OpenStack AWS
Definition Trove RDS
Relational Database My SQL, PostgresSQL ผู้ใช้จะได้ Instance ของ MySQL หรือ Oracle 11g
Non Relational Database Cassandra, Couchbase, MongoDB ผู้ใช้ Amazon SimpleDB จะเก็บ Data Pairs ใน Simple Database ซึ่งเหมาะกับ Application ที่มีค่า Read สูง

 

Orchestration

สร้าง Copy ซ้ำๆ ของ Application ได้

 

OpenStack AWS
Definition

Developer สามารถบันทึก Requirement ของ Cloud Application ไว้ในรูปแบบของ File หรือ Template ซึ่งระบุ Resource ที่จำเป็นต่อการทำงานของ Application เช่น VM, Network, Storage, Security, Templates, Images ฯลฯ

Heat Cloud Formation

 

Bigdata / Parallel Processing

ระบบ Cloud จะให้บริการ Infrastructure ที่สามารถประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ได้

 

OpenStack AWS
Definition

สามารถทำ Parallel Processing ของข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น Hadoop ได้

Sahara EMR – (Elastic Map Reduce)

 

Messaging

 

OpenStack AWS
Definition

Cloud สามารถเสริมและย้ายข้อมูลระหว่าง Application กับ VM / Instance บน Hosted Queue ได้

Zaqar (ยังไม่เปิดตัว) SQS – (Simple Queue Service)

 

Graphic User Interface (GUI) dashboard

สามารถจัดการดูแล Cloud ในฐานะ Administrator หรือจะใช้งานปรับแต่งด้วยตัวเองในฐานะ User ก็ทำได้ตามต้องการผ่าน Web Browser

 

OpenStack AWS
Definition

ใช้ Browser เพื่อจัดการในส่วนของระบบ Compute, Networking, และ Storage ด้วยตัวเองได้

Horizon Console

 

Command Line Interface (CLI)

สามารถทำ Automate และ Script ของระบบการจัดการ รวมทั้งใช้งาน   ผ่าน Command line ได้

OpenStack AWS
Definition

Command Line Interface ทำให้ Aministrator สามารถใช้ Command Line จัดหาและยกเลิกการใช้ทรัพยากร Cloud เช่น  Virtual Machine, Storage, และ Networking

รองรับ รองรับ

 

Business level component: เทียบคุณสมบัติเชิงธุรกิจ

 

รองรับผู้ใช้หลายคน

แบ่งกลุ่มผู้ใช้ตาม Business Unit เป็นองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้สามารถตั้งค่าการใช้งานทรัพยากรได้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกลุ่ม

Topic OpenStack AWS
Definition

ผู้เช่าใช้ คือ กลุ่มของผู้ใช้ที่แชร์การเข้าถึง Infrastructure (Cloud Platform) ร่วมกับผู้ใช้ท่านอื่นๆ ซึ่งผู้ใช้พวกนี้จะถูกแบ่งออกจากกันชัดเจน

Project / ผู้เช่าใช้ (Tenant)

สามารถกำหนดโควต้าการใช้งานทรัพยากรสำหรับแต่ละ Project และผู้เช่าใช้ได้

แบ่งผู้ใช้ออกจากกันด้วย AWS VPC (Virtual Private Cloud)

 

SLA (Service Legal Agreement)

SLA จำเป็นต่อการรัน Application สำคัญระดับ Mission Critical ให้มี  Downtime ต่ำที่สุด

 

Topic OpenStack AWS
Definition

SLA เป็นการรับประกันความพร้อมใช้งานของระบบ Cloud

SLA ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างผู้ให้บริการ OpenStack Private Cloud (รวมไปถึงฝ่าย IT ภายใน และผู้ให้บริการการจัดการ) กับผู้ใช้บริการ มี AWS SLA ที่เป็นมาตรฐาน สามารถศึกษาได้จากหน้าเว็บไซต์

 

Ownership และ Control of data

ผู้ใช้บริการควรทราบว่าใครสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลในระบบ Cloud ได้บ้าง ข้อบังคับทางกฎหมายสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมจำพวกการดูแลสุขภาพ, บริการด้านการเงิน, หน่วยงานราชการ ฯลฯ ระบุให้มีการกำหนดสิทธิ์ผู้ที่สามารถเข้าถึง Application และฐานข้อมูลได้

 

Topic OpenStack AWS
Definition

เมื่อติดตั้ง Application และ Data ไว้ใน Cloud แล้ว ใครจะเป็นเจ้าของ Data และมีใครสามารถเข้าถึงมันได้บ้าง

ผู้ใช้ของ OpenStack Cloud เท่านั้น ผู้ใช้จะเป็นเจ้าของข้อมูลนั้นๆ โดยสามารถศึกษาสิทธิ์ได้จาก AWS Agreement (Section 8)

 

Ecosystem

การใช้งาน Private Cloud หรือ Public Cloud อาจต้องมีที่ปรึกษาหรือสมาคมผู้ใช้งาน ซึ่งถ้าเลือกใช้ Private OpenStack Cloud ก็จะมีกลุ่มสมาคมของผู้จัดจำหน่าย Software และ Hardware ที่ได้รับการรับรองจาก OpenStack ทำให้ผู้ใช้สามารถมั่นใจได้ว่าปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานจะได้รับการแก้ไขแน่นอน

 

OpenStack AWS
Definition

ระบบนิเวศ (Ecosystem) ประกอบด้วย ผู้จัดจำหน่าย Software และ Hardware, สมาคมผู้ใช้ (Developer, User, Administrator), และที่ปรึกษาสำหรับการใช้งาน Cloud

OpenStack Ecosystem: ประกอบด้วย ผู้ให้บริการ Software และ Hardware รวมไปถึงตัวแทนผู้ให้บริการ และ End User

Code ของ OpenStack ที่ใช้รัน Cloud เป็น Open Source เปิดให้ผู้ใช้นำมาใช้และพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ

Amazon Ecosystem: ประกอบด้วยผู้ให้คำปรึกษา และ ISV (ตัวแทนจำหน่ายซอฟต์แวร์อิสระ) คอยให้ความช่วยเหลือผู้ใช้งาน AWS

Code ของ AWS ที่ใช้รัน Cloud เป็น Close Source ไม่เปิดให้คนนอกนำไปพัฒนา

 

High availability

หากว่าระบบ Cloud มีความพร้อมต่อการใช้งานสูง และมีการเตรียมการ Fail Over ป้องกันข้อผิดพลาดของ Application ที่ Host อยู่บน Cloud แล้ว จะทำให้เกิดการขัดกันของ Service น้อยลง

 

Topic OpenStack AWS
Definition

ขอบเขตพื้นที่การให้บริการ

ข้อมูลและ Instance ทั้งหลาย สามารถบันทึกเก็บไว้ในเขตพื้นที่ที่แตกต่างกันได้ เพื่อสำรองการใช้ ตอบสนองความล่าช้า หรือเพื่อให้เป็นไปตามข้อระบุของกฎหมาย Amazon EC2 ถูก Host อยู่ในหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก และในแต่ละท้องที่ก็จะมีพื้นที่รองรับอีกหลายแห่ง เรียกว่า Availability Zone

 

Cost

ค่าใช้จ่ายสำหรับ Server และ Application ใน Cloud เป็นได้ทั้งแบบ Operational (OPEX) และ Capital (CAPEX)

 

Topic OpenStack AWS
Definition

ค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้งานระบบ Cloud

ใช้งาน Manage Service Offering หรือ ซื้อ Hardware เพื่อรัน OpenStack Cloud และ ดาวน์โหลด OpenStack ได้ฟรีก่อนจ้างทีมวิศวกรมาติดตั้ง ดูแลรักษา และทำการอัพเกรดระบบ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ค่อนข้างประมาณการณ์ได้ยาก ขึ้นอยู่กับจำนวนวิศวกรที่ว่าจ้าง หรือ จดทะเบียนสิทธิ์การจัดการจากผู้ให้บริการ โดยเสียค่า License Cost ก่อนการใช้งาน, ค่าบำรุงรักษารายปี, รวมถึงค่าต่ออายุ License หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ ซื้อบริการจาก Red Hat และรับบริการหลังการขาย ทั้งด้านให้คำปรึกษา การซ่อมบำรุง ตลอดจนการอัพเกรด คิดเงินตามนาที/ชั่วโมง ที่ใช้งานจริง จึงไม่สามารถประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้

ส่วนการชำระเงินล่วงหน้าซื้อ Block สำหรับใช้งาน จะอยู่ในเรทราคาอื่น เช่น ราคาของ Instance ที่จองไว้ หรือ Spot Pricing เป็นต้น

 

ควรเลือกใช้แบบไหน?

การเลือกใช้ Private Cloud หรือ Public Cloud ต้องพิจารณาจากความต้องการในการใช้งานของผู้ใช้เป็นหลัก การใช้งานเป็นครั้งคราวหรือการใช้งานแบบปัจจุบันทันด่วน AWS ที่มาพร้อมกับค่าบริการตามปริมาณการใช้งานจะตอบโจทย์ได้ดี แต่ถ้าเป็นการใช้งานในระยะยาวต้องพิจารณารวม ทั้ง AWS และ OpenStack ต่างก็มีลิสต์รายชื่อผู้ใช้บริการที่ประสบความสำเร็จมาให้ได้ศึกษาเป็นตัวอย่างมากมาย

 

Gartner แนะนำให้ใช้ OpenStack สำหรับ :

  • การพัฒนา Software ตามสไตล์ของ DevOps ซึ่ง Developer สามารถเข้าถึง OpenStack API และทำงานกับ Infrastructure ในรูปแบบ Code ได้
  • สนับสนุนการพัฒนาและทดสอบระบบ ในสภาพแวดล้อม IaaS แบบดั้งเดิม ที่มาพร้อม Portal แบบ Self-Service สำหรับ Developer และกลุ่มผู้ทดสอบ
  • ระบบ Computing ประสิทธิภาพสูง / Grid Computing เป็นกรณีการใช้งานที่เหมาะสมสำหรับ OpenStack เพราะสภาพแวดล้อมแบบนี้มักจะถูก Implement เข้ากับองค์ประกอบเเบบ Open Source เป็นส่วนใหญ่ และ OpenStack ก็ยังรองรับการจัดหาทรัพยากร Infrastructure ที่มีความยืดหยุ่นได้ดีอีกด้วย
  • การ Scale-out ในส่วนของ Infrastructure เพื่อรองรับ Big Data Technology เช่น Hadoop, Apache Spark และ Apache Cassandra เป็นต้น
  • ธุรกิจสาย Application Hosting ที่เน้นผลักดัน Cloud-Native Application มากว่าจะปรับแต่งความเข้ากันได้กับโปรแกรมรุ่นก่อน นับว่าเป็นรูปแบบ IaaS ที่ถูกใช้งานกันมากในบริการ Private Cloud

 

ใช้งาน AWS และ OpenStack ร่วมกันได้อย่างไร?

Hybrid Cloud เป็นการผสานการทำงานระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud โดยใน Cloud Management Platform จะมีเครื่องมือที่รองรับการจัดการในสภาพแวดล้อมของ Cloud ทั้ง 2 แบบ ซึ่งทาง Red Hat เองก็มีบริการ Open Hybrid Cloud “รูปแบบบริการที่ให้ผู้ใช้สามารถสร้างและจัดการ IaaS Cloud ได้ทั้งแบบ Open และ Private ใช้ความสามารถการ Scale ระดับสูงได้เหมือน Infrastructure ของ Public Cloud บนแพลตฟอร์ม OpenStack

 

ทำความรู้จักกับ Cloud Server

คุณเคยได้ยิน Cloud Server ไหม แล้วรู้หรือป่าว ว่าเจ้า Cloud Server คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง มันทำงานอย่างไร วันนี้เราจึงจะมาไขข้อข้องใจ ว่าจริงๆ แล้ว Cloud Server คืออะไรกันแน่

ในบางมุม Cloud Server ก็มีรูปแบบการทำงานเหมือนกับ Physical Server แต่ฟังก์ชันที่ให้มานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง Cloud Hosting นั้นเป็นการเช่าพื้นที่ของ Virtual Server โดยผู้ใช้บริการจะต้องจ่ายค่าบริการเป็นรายชั่วโมง ซึ่งค่าบริการก็จะขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานในแต่ละช่วงเวลานั่นเอง

โดยปกติแล้ว บริการ Hosting จะมีทั้งสิ้น 2 แบบ ได้แก่ Shared Hosting และ Dedicated Hosting ซึ่ง Shared Hosting มีราคาถูกกว่า เนื่องจากจะมีการแชร์การใช้งานระหว่างลูกค้าด้วยกันเอง ซึ่งแน่นอนว่ามีข้อเสียอยู่พอสมควร ทั้งยังทำให้ผู้ใช้บริการไม่สามารถ Setup ให้เหมาะกับองค์กรของตนได้มากเท่าใดนัก แต่ Dedicated Hosting สามารถแก้ไขจุดบกพร่องในส่วนนั้นได้ โดยที่ผู้ใช้บริการไม้ต้องแบ่งทรัพยากรกับผู้ใช้รายอื่น ให้ใช้ประโยชน์จาก Multiple Server ที่เป็นของตัวเองคนเดียวไปได้เต็มๆ ทั้งยังได้สิทธิ์ในการควบคุม Server แบบ Full Control อีกด้วย แต่ Hosting แบบ Dedicated Hosting ก็จะมีข้อเสียอยู่ตรงที่ว่า ผู้ใช้เองต้องมีการคำนวณสิ่งที่ต้องการใช้ไว้ล่วงหน้าให้แม่นยำที่สุด เพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอต่อ Traffic ที่จะเข้ามา หากคำนวณไม่ดีอาจเกิดปัญหาด้านทรัพยากรไม่เพียงพอ หรือเหลือมากเกินไป ทำให้สิ้นเปลืองมากขึ้น บริการ Cloud Hosting เปรียบเสมือนการนำข้อดีของ Hosting ทั้งสองแบบมารวมเข้าด้วยกันนั่นเอง

อย่างไรก็ตามระบบ Cloud Server นั้นก็แตกต่างจาก Dedicated Server ในแง่ที่มันสามารถรันบน Hypervisor ได้ โดย Hypervisor มีหน้าที่ควบคุมศักยภาพของ Operating System ให้ทำงานได้ยามต้องการ ซึ่งในการทำ Cloud Hosting นั้นจะมี Cloud Server อยู่หลายเครื่อง เพื่อทำหน้าที่รองรับผู้ใช้บริการแต่ละราย เพื่อให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ทุกเวลาที่ต้องการ นอกจากนั้นระบบ Cloud Server ยังมีระบบสำรองเผื่อไว้ในเหตุการณ์ที่เมื่อ Server เครื่องหนึ่งล่ม เครื่องอื่นก็ยังสามารถทำงานทดแทนกันได้

สรุปข้อดีหลักๆ ของ บริการ Cloud Server ได้ดังนี้

– Flexibility และ Scalability สามารถดึงเอาทรัพยากรอื่นๆ มาเพิ่มเติมได้ในยามที่ต้องการ

– คุ้มค่าใช้จ่าย โดยจะคิดค่าบริการเมื่อเกิดการใช้งาน ผู้ใช้บริการจะจ่ายค่าบริการตามจำนวนที่ใช้ในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น

– ติดตั้งง่าย กล่าวคือ บริการ Cloud Server ไม่มีการตั้งค่าเริ่มต้นมากเท่าใดนัก

– เชื่อถือได้ เนื่องจากมี Server สำหรับให้บริการอยู่หลายตัว ซึ่งถ้าตัวไหนเกิดปัญหาขึ้น แหล่งทรัพยากรก็จะย้ายไป Server อื่นทันที โดยไม่ให้กระทบต่อการใช้งานของลูกค้า

รู้อย่างนี้แล้ว การทดลองนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ที่น่าสนใจเพื่อเพิ่มความง่ายให้กับธุรกิจของคุณมาใช้ ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างหนึ่งก็ว่าได้